เรื่องที่ 368 จากทั้งหมด 1075   [<< Prev] : : : : : [Next >>]  

เลขที่หนังสือ : กค 0706/6275
วันที่ : 26 กรกฎาคม 2549
เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบกิจการคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป
ข้อกฎหมาย : มาตรา 76 ทวิ มาตรา 77/1(8) มาตรา 78(1) มาตรา 77/1(11) มาตรา 78/2(1) มาตรา 82/14
มาตรา 81/1(1) มาตรา 77/1(21) มาตรา 77/1(14)(ก) มาตรา 77/1(7) มาตรา 77/1(10) และ
มาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อหารือ :      บริษัท C จำกัด เป็นผู้ประกอบการคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป ให้บริการรับฝากสินค้า รวมถึง
การให้บริการขนถ่ายสินค้า การแบ่งและบรรจุหีบห่อรวมทั้งให้บริการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วย
ศุลกากร บริษัทฯ มีรายได้ค่าบริการรับฝากสินค้า โดยเรียกเก็บจากลูกค้าตามระยะเวลาที่นำวัตถุดิบ
หรือสินค้าเข้ามาฝากและบริการอื่นๆ ซึ่งลูกค้าของบริษัทฯ ประกอบด้วย ผู้ผลิตเพื่อส่งออกทั้งที่
ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคลังสินค้าทัณฑ์บน
ประเภทโรงผลิตสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ผู้นำเข้าเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศ โดยมี
ข้อเท็จจริงดังนี้
     1. ลูกค้าของบริษัทฯ เป็นผู้ทำการติดต่อและมีคำสั่งให้ผู้ขายต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ส่งวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาเก็บใน
คลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อรอการส่งมอบ เอกสารที่เป็น Commercial Invoice ทั้งหมดระบุชื่อ
บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้า เช่น ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ (Air Way Bill) ใบตราส่งสินค้าทางเรือ
(Bill of Lading) ใบขนสินค้าเพื่อนำเข้าคลังสินค้าทัณฑ์บน ใบกำกับสินค้า (ไม่ระบุรายละเอียด
และเงื่อนไขการจ่ายเงิน แต่แสดงมูลค่าของวัตถุดิบหรือสินค้าเพื่อใช้สำหรับการดำเนินพิธีการ
ศุลกากรเท่านั้น) การนำวัตถุดิบหรือสินค้าเข้าจัดเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน จะไม่มีการชำระ
ภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมศุลกากรแต่อย่างใด
     2. ต่อมาเมื่อลูกค้าต้องการวัตถุดิบหรือสินค้าเพื่อใช้ในการผลิต จะดำเนินการสั่งซื้อกับผู้ขาย
ในต่างประเทศ โดยลูกค้าจะจัดทำเอกสาร Purchase order ไปยังผู้ขายในต่างประเทศและผู้ขาย
ในต่างประเทศจะออกใบกำกับสินค้าเพื่อขายวัตถุดิบหรือสินค้าให้แก่ลูกค้า ซึ่งใบกำกับสินค้า
จะระบุชื่อลูกค้า ประเภท จำนวน ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ขณะเดียวกันผู้ขายในต่างประเทศ
จะทำหนังสือแจ้งให้บริษัทฯ ดำเนินการปล่อยวัตถุดิบหรือสินค้าให้กับลูกค้า โดยบริษัทฯ จะต้อง
โอนกรรมสิทธิ์ในวัตถุดิบหรือสินค้าที่เก็บรักษาในคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้กับลูกค้าตามแบบฟอร์ม
ที่กรมศุลกากรกำหนด หลังจากนั้นลูกค้าจะนำใบกำกับสินค้าและแบบฟอร์มการโอนกรรมสิทธิ์ใน
วัตถุดิบหรือสินค้าไปดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่กรณี
ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สินค้านำเข้าบางประเภทไม่มีการ
ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากผู้ซื้อได้วางประกัน หลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกัน เพื่อเป็น
ประกันภาษีมูลค่าเพิ่มแทนการชำระภาษี หรือเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วย
พิกัดอัตราศุลกากร
     3. การชำระค่าวัตถุดิบหรือสินค้าให้กับผู้ขายในต่างประเทศ ลูกค้าจะเป็นผู้ชำระค่าวัตถุดิบ
หรือสินค้าเองโดยตรง บริษัทฯ จะได้รับเพียงค่าบริการรับฝากสินค้า ซึ่งค่าบริการดังกล่าวบริษัทฯ
จะเรียกเก็บจากลูกค้าหรือผู้ขายในต่างประเทศตามเงื่อนไขที่ตกลง
     4. การจัดเก็บวัตถุดิบหรือสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บน มีกำหนดให้จัดเก็บได้ไม่เกิน 2 ปี นับ
จากวันที่นำเข้า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว บริษัทฯ สามารถขอต่ออายุการจัดเก็บตาม
หลักเกณฑ์ของกรมศุลกากรได้เป็นคราวๆ ไป หากไม่ได้รับการต่ออายุ วัตถุดิบหรือสินค้าที่เหลือ
ทั้งหมดจะต้องดำเนินการส่งออกกลับไปยังผู้ขายในต่างประเทศต่อไป
     5. จากข้อเท็จจริงดังกล่าว บริษัทฯ ขอทราบว่า
       5.1 กรณีที่ลูกค้าติดต่อผู้ขายในต่างประเทศเพื่อให้ส่งวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาจัดเก็บไว้ใน
คลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ โดยเอกสารการนำเข้าทั้งหมดเป็นชื่อของบริษัทฯ และเมื่อบริษัทฯ
โอนกรรมสิทธิ์ในวัตถุดิบหรือสินค้าให้ลูกค้า เพื่อไปดำเนินพิธีการศุลกากรนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้านั้น
บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
       5.2 ภายในระยะเวลา 2 ปี หากวัตถุดิบหรือสินค้าบางส่วนที่เหลือในคลังสินค้าทัณฑ์บนนั้น
ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตได้อีก ลูกค้าหรือผู้ขายในต่างประเทศจะมีคำสั่งให้บริษัทฯ
ดำเนินการดังต่อไปนี้
         5.2.1 ส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าดังกล่าวคืนไปยังผู้ขายในต่างประเทศ โดยไม่มีการชำระ
เงินค่าวัตถุดิบหรือสินค้า
         5.2.2 ส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าไปยังผู้ซื้อรายอื่นในประเทศอื่น
         5.2.3 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นในประเทศไทย
     กรณีที่มีการชำระราคาค่าวัตถุดิบหรือสินค้า ผู้รับโอนวัตถุดิบหรือสินค้าจะชำระราคาค่าวัตถุดิบ
หรือสินค้าโดยตรงให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรบ้าง
       5.3 เมื่อครบกำหนด 2 ปี วัตถุดิบหรือสินค้าที่จัดเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนบริษัทฯ จะต้อง
ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามหลักเกณฑ์ของกรมศุลกากร ดังต่อไปนี้
         5.3.1 ส่งออกสินค้ากลับคืนไปยังผู้ขายในต่างประเทศในนามบริษัทฯ โดยไม่มีการชำระ
เงินค่าวัตถุดิบหรือสินค้าจากลูกค้า ซึ่งบริษัทฯ ต้องจัดทำใบกำกับสินค้าในนามบริษัทฯ เพื่อใช้ดำเนิน
พิธีการศุลกากร
         5.3.2 กรณีบริษัทฯ ไม่สามารถส่งออกสินค้าให้กับผู้ขายในต่างประเทศ ซึ่งอาจเกิดจาก
ผู้ขายในต่างประเทศปฏิเสธการรับคืน เนื่องจากมูลค่าของวัตถุดิบหรือสินค้าไม่คุ้มกับค่าขนส่ง หรือติดต่อ
ผู้ขายในต่างประเทศไม่ได้ บริษัทฯ ต้องเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดเอง โดยชำระ
ภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ
     กรณีการดำเนินการตาม 5.3 บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
       5.4 กรณีผู้ซื้อในต่างประเทศสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตในประเทศไทย โดยสั่งให้ส่ง
สินค้าไปฝากเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ หากต่อมาผู้ซื้อในต่างประเทศขายสินค้าดังกล่าว
ให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศในประเทศอื่นและขายสินค้าให้กับผู้ซื้อในประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่นอกเขต
คลังสินค้าทัณฑ์บน บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
       5.5 กรณีลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตในประเทศไทยผลิตสินค้าและนำสินค้าเข้ามาฝากเก็บไว้ในคลัง
สินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ หากต่อมาลูกค้าขายสินค้าให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ และขายสินค้าบางส่วน
ให้กับผู้ซื้อในประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่นอกเขตคลังสินค้าทัณฑ์บน บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล
และภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
       5.6 กรณีความหมายของคำว่า "เขตปลอดอากร" ตามมาตรา 77/1(21) แห่งประมวลรัษฎากร
หมายความรวมถึงคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปด้วยหรือไม่ และกรณีนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปใน
คลังสินค้าทัณฑ์บน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้น
อากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เข้าลักษณะเป็นการส่งออกตามมาตรา 77/1(14)(ก) แห่ง
ประมวลรัษฎากร หรือไม่
       5.7 กรณีผู้ประกอบการในต่างประเทศเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม
กฎหมายของต่างประเทศดำเนินการส่งสินค้าและเก็บสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ หาก
ผู้ประกอบการในต่างประเทศดังกล่าว ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อในประเทศไทยโดยมีบริษัทฯ เป็นผู้ดำเนิน
การแทนในนามของผู้ประกอบการในต่างประเทศ ในการเก็บรักษาและส่งมอบสินค้าในประเทศไทย
บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
       5.8 กรณีผู้ประกอบการในต่างประเทศเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม
กฎหมายของต่างประเทศดำเนินการส่งสินค้าและเก็บสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ หาก
ต่อมาผู้ประกอบการในต่างประเทศดังกล่าว ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรภายใต้การขายสินค้า
ระหว่างผู้ประกอบการในต่างประเทศ (ผู้ขาย) และผู้ประกอบการในต่างประเทศ (รายอื่น) ผู้ประกอบการ
ในต่างประเทศ (ผู้ขาย) มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยอย่างไรบ้างและบริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้
นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
       5.9 กรณีลูกค้าของบริษัทฯ เป็นสายการบินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้บริการทั้งในและ
ต่างประเทศ มีคำสั่งให้บริษัทฯ นำเข้าอะไหล่จากผู้ขายในต่างประเทศเข้ามาจัดเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์
บนของบริษัทฯ เพื่อเตรียมไว้สำหรับการรอซ่อม เมื่อสายการบินต้องการใช้อะไหล่ดังกล่าว บริษัทฯ
จะโอนอะไหล่ดังกล่าวให้กับสายการบิน เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรในการนำเข้า อะไหล่ที่เหลืออยู่
อาจจะมีการส่งออกคืนไปยังผู้ขายในต่างประเทศหรือส่งออกไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศรายอื่นต่อไป
โดยการส่งออกทั้งหมดกระทำในนามของบริษัทฯ บริษัทฯ จะมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษี
มูลค่าเพิ่มอย่างไรบ้าง
แนววินิจฉัย :      กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม แยกพิจารณาได้ ดังนี้
     1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
ได้ส่งวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ และบริษัทฯ จะเป็นผู้ส่งวัตถุดิบ
หรือสินค้าดังกล่าวให้กับลูกค้าของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
หรือส่งคืนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ แล้วแต่กรณีตาม
5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.7 และ 5.8 หากบริษัทฯ เป็นเพียงผู้ให้บริการเก็บรักษาวัตถุดิบหรือสินค้าของ
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและส่งมอบวัตถุดิบหรือสินค้า
ให้ลูกค้าในประเทศไทยแทนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
เท่านั้น โดยมิได้มีการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุก่อให้เกิดรายได้ในประเทศไทยให้แก่บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว เช่น มิได้มีการติดต่อซื้อขายหรือแนะนำสินค้าหรือจัดหาคำสั่งซื้อใน
ประเทศไทย เป็นต้น กรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า บริษัทฯ เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อของบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไร
ในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่น
รายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ
ต่างประเทศ สำหรับรายได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับจากการขายวัตถุดิบหรือสินค้า
ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องนำรายได้จากการให้บริการแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ของต่างประเทศ มารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
     2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศได้
ส่งวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ และบริษัทฯ จะเป็นผู้ส่งวัตถุดิบ
หรือสินค้าดังกล่าวให้ลูกค้าของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศหรือ
ส่งคืนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ แล้วแต่กรณีตาม 5.1
5.2 5.3 5.4 5.5 5.7 และ 5.8 การดำเนินการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นตัวแทนของบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ตามมาตรา 77/1(7) แห่งประมวลรัษฎากร
บริษัทฯ มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศตามมาตรา 82/1(1) และมาตรา 85/2 แห่งประมวลรัษฎากร
และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประสงค์จะให้ตัวแทน
ของตนออกใบกำกับภาษีในนามของตนเอง ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นยื่นคำขออนุมัติต่อ
อธิบดีกรมสรรพากรตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามมาตรา 86/2 แห่งประมวลรัษฎากร
โดยบริษัทฯ ในฐานะตัวแทนมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้
       2.1 กรณีบริษัทฯ ในฐานะตัวแทนโอนกรรมสิทธิ์ในวัตถุดิบหรือสินค้าให้ลูกค้าซึ่งซื้อวัตถุดิบ
หรือสินค้าจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อไปดำเนิน
พิธีการศุลกากรนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าเข้าลักษณะเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร
บริษัทฯ ในฐานะตัวแทนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายวัตถุดิบหรือสินค้าดังกล่าว โดย
หากได้รับอนุมัติให้ออกใบกำกับภาษีแทนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว บริษัทฯ ในฐานะ
ตัวแทนมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับโอนเมื่อความรับผิดในการเสียภาษี
มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78(1) แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อลูกค้าไปดำเนินพิธีการศุลกากรนำเข้า
วัตถุดิบหรือสินค้าดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการนำเข้าตามมาตรา 77/1(11) แห่งประมวลรัษฎากร ลูกค้า
ดังกล่าวจึงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78/2(1)
และมาตรา 82/14 แห่งประมวลรัษฎากร
       2.2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีคำสั่งให้
บริษัทฯ ส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าดังกล่าวคืนไปยังบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว หรือ
ส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าไปยังผู้ซื้อรายอื่นในประเทศอื่นโดยผ่านพิธีการศุลกากร บริษัทฯ ในฐานะ
ตัวแทนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าดังกล่าว โดยได้รับสิทธิเสีย
ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องนำค่าบริการ
ที่ได้รับจากการให้บริการแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมารวม
คำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร
     3. กรณีตาม 5.6 ความหมายของคำว่า "เขตปลอดอากร" ตามมาตรา 77/1(21) แห่งประมวลรัษฎากร
หมายความว่า เขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วย
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเขตที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้า ซึ่งจากนิยาม
เขตปลอดอากรดังกล่าวไม่ได้มีความหมายรวมถึงคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปแต่อย่างใด และกรณีการนำ
สินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน ไม่เข้าลักษณะเป็นการส่งออกตามมาตรา 77/1(14)(ก)
แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
     4. กรณีตาม 5.9 ลูกค้าของบริษัทฯ เป็นสายการบินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้บริการทั้งในและ
ต่างประเทศ มีคำสั่งให้บริษัทฯ นำเข้าอะไหล่จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ของต่างประเทศ เข้ามาจัดเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนของบริษัทฯ เพื่อเตรียมไว้สำหรับการรอซ่อม เมื่อ
สายการบินต้องการใช้อะไหล่ดังกล่าว บริษัทฯ จะโอนอะไหล่ดังกล่าวให้กับสายการบิน เพื่อดำเนิน
พิธีการศุลกากรในการนำเข้า บริษัทฯ จะมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม แยกพิจารณาได้
ดังนี้
       4.1 ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทฯ ให้บริการรับฝากสินค้า ถือเป็นรายได้จากกิจการ หรือ
เนื่องจากกิจการที่กระทำ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายได้
จากการให้บริการรับฝากสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
       4.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตามมาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2(1) และมาตรา 82(1) แห่งประมวลรัษฎากร
เลขตู้ : 69/34386

  เรื่องที่ 368 จากทั้งหมด 1075   [<< Prev] : : : : : [Next >>]